Welcome to Health Intervention and Technology Assessment Program’s homepage   Please login to download files or publications  

รายละเอียดข่าว

หัวข้อข่าว : วิธี “ถนอมใจ” เสพสื่อในภาวะวิกฤต
คำขยายหัวข้อข่าว :
วันที่เพิ่มข้อมูล : 11 มีนาคม 2553
แฟ้มข้อมูลประกอบข่าว :  Clip-thai-110310906.pdf
รายละเอียดของข่าว :

วิธี “ถนอมใจ” เสพสื่อในภาวะวิกฤต

Link : http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9530000033912

       ในระยะนี้ อุณหภูมิทางการเมืองดูเหมือนจะทวีความร้อนแรงขึ้นทุกที ประกอบกับการประกาศชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ระบุว่า จะมีการกระจายการชุมนุมออกเป็น 10 จุด ทั่้วกรุงเทพฯ งานนี้เชื่อแน่ว่า หลายๆ คนอาจจะต้องเผชิญกับความเครียด เมื่อต้องรับชมรับฟังข่าวสารที่ออกมาเป็นระยะ แต่ครั้งจะไม่ชมไม่ฟังก็เกรงจะไม่ทราบความเคลื่อนไหว เพราะเหตุการณ์ขณะนี้ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวนัก วันนี้เราจึงมีคำแนะนำจากจิตแพทย์ชื่อดัง เพื่อการเสพสื่อในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกตินัก มาฝากกัน
       
       “การชุมนุมทางการเมืองแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งใด ก็จัดได้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีความตึงเครียดในเนื้อความ คือ มีความขัดแย้ง มีผลกระทบกับชีวิตของเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง ดังนั้น ข่าวสารเหล่านั้นล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตของคนติดตามข่าว เช่น เกิดความเครียด, ความกลัวที่จะเกิดอันตราย กลัวว่าจะมีความรุนแรง ความวิตกกังวล ความไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะส่งผลกระทบชีวิตหรือการทำงานหรือไม่”
       
       นพ.พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์ และนักเขียนเจ้าของนามปากกา “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ที่โด่งดังในหมู่นักอ่านและบล็อกเกอร์ กล่าวถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในภาวะที่เหตุการณ์บ้านเมืองกำลังระอุกรุ่นการติดตามข่าวสารเหล่านี้ และแนะนำว่า เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารเครียดมากจนเกินไปนัก ผู้เสพสื่อจึงควรจะมีปริมาณการเสพสื่อที่เหมาะสมและมีสติ คือ ติดตามข่าวสารอย่างไม่ตื่นตระหนก ไม่มาก และไม่ถี่จนเกินไป และที่สำคัญคือ คอยสังเกตตัวเองด้วยว่า มีภาวะเครียดมากน้อยแค่ไหนแล้ว และลักษณะของการสื่อสารก็มีผลต่ออารมณ์ผู้ฟังให้รู้สึกแตกต่างกันออกไป เช่น หากเป็นการรับฟังการไฮด์ปาร์กแบบสดๆ ที่ผู้พูดใช้เสียงดัง ใช้ลีลาที่ดุดันรุนแรง ก็จะส่งผลต่ออารมณ์มากกว่าการรับฟังข่าวสารจากผู้ประกาศข่าวทั่วไป
       
       “การรับรู้ทั้ง เสียง และ ภาพ ล้วนมีผลต่อผู้รับทั้งสิ้นครับ อย่างเช่น เสียงที่ดังมากๆ น้ำเสียงมีอารมณ์แรงๆ ร่วม คนฟังก็จะเครียดได้ง่ายขึ้น นึกภาพง่ายๆ ว่า ถ้าเรานั่งอยู่ในห้องที่มีแต่คนโวยวายเสียงดังอย่างมีอารมณ์ นั่งไปนานๆ เราก็อาจหงุดหงิด ปวดหัว หรือถูกกระตุ้นให้มีอารมณ์รุนแรงตาม แถมถ้าเนื้อหาที่ฟังขัดแย้งกับความคิดของเรา เรายิ่งมีโอกาสที่จะโกรธหรือรำคาญ แต่ถ้าเรานั่งอยู่ในที่สงบๆ คนพูดไม่ตะโกนโหวกเหวก พูดจาอย่างมีเหตุผล แม้จะเป็นเนื้อหาเดียวกัน แต่ เราก็จะสามารถรับฟังได้อย่างสบายใจกว่า”
       
       คุณหมอนักเขียน อธิบายต่ออีกว่า พื้นฐานสุขภาพจิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน เมื่อรับปัจจัยเครียดเข้ามา ก็จะกระทบต่อสุขภาพจิตเดิมที่มีอยู่ ซึ่งผลที่ออกมา บางคนก็ปรับตัวได้ไม่เกิดอาการอะไร  บางคนก็เกิดภาวะเครียดชั่วคราว หรือบางคนก็เกิดโรคทางจิตเวชกำเริบขึ้นเช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ส่วนอาการแสดงออกทางร่างกาย เป็นเรื่องปกติเวลาเครียด สุขภาพกายกับสุขภาพจิตของมนุษย์ เชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้น เวลากังวล หงุดหงิด หรือ ซึมเศร้า  นอกจากจะแสดงออกมาทางด้านอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ร่างกายของเราก็อาจส่งสัญญาณร่วมด้วย  เช่น  ปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสีย
       
       “ควรเริ่มต้นให้สังเกตตัวเองแต่เนิ่นๆครับ ถ้าเริ่มมีอาการเครียดจากการเสพสื่อมากไป เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลงเป็นหงุดหงิดง่าย หรือ หดหู่ซึมเศร้ามากขึ้น  , คิดเรื่องเดิมวนเวียนซ้ำๆ, มีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว หายใจไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ฯลฯ จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต หรือ การทำงาน  ก็ ให้หยุดรับข่าวสารซักพัก หรือ ถ้าจำเป็นต้องติดตามก็แค่รอดูสรุปข่าวสั้นๆ ว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่ควรนั่งติดหน้าจอคอยเช็กตลอดเวลา ไม่ควรนั่งดูภาพข่าวที่มีความรุนแรงซ้ำไปซ้ำมา และ หลีกเลี่ยงการปะทะคารมกับคนที่คิดแตกต่างในระหว่างที่ตัวเราเองเริ่มมีภาวะเครียด  เปลี่ยนความสนใจไปเรื่องอื่น พยายามหาสิ่งที่ผ่อนคลายทำ และ ถ้าอาการยังเป็นต่อเนื่องก็ควรไปปรึกษาแพทย์” นพ.พีรพล สรุป



Copyright (c) 2008 HITAP : Health Intervention and Technology Assessment Program 
This page is best viewed at 1024 x 768 screen resolution with IE 5.0 or higher  
E-mail : hitap@hitap.net