Skip to main content

การคัดกรองโรคสมาธิสั้นและความบกพร่องด้านการเรียนในโรงเรียน

สรุปย่อโครงการ: 

การคัดกรองโรคสมาธิสั้นและความบกพร่องด้านการเรียนในโรงเรียนมีความสำคัญเนื่องจากโรคทั้งสองมีความชุกสูง ส่งผลต่อการเรียนของเด็ก และสามารถก่อให้เกิดปัญหาสังคมในระยะยาว  การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณความชุกของเด็กสมาธิสั้นหรือมีความบกพร่องด้านการเรียน และทบทวนสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินการคัดกรองในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อนำไปสู่การประเมินความเหมาะสมและความคุ้มค่าของการคัดกรองและรักษาปัญหาสุขภาพต่อไปในอนาคต

ยุทธศาสตร์ที่: 
3 ประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม
ประเภทเทคโนโลยี: 
การป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ
นักวิจัยหลัก: 
ภญ.คัคนางค์ โตสงวน
นักวิจัยร่วม: 
ดร.พญ.ภาสุรี แสงศุภวานิ, ดร.ภญ.ศรีเพ็ญ ตันติเวสส, ภญ.จันทนา พัฒนเภสัช, นางสาววรรณภา เล็กอุทัย, พญ.จุฑามาส วิโรจน์อนันต์, พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ, ศ.คลินิก (พิเศษ) พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์, อ.ผ่องศรี สุรัตนเรืองชัย, ดร.เจษฎา กิตติสุนทร, ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นาย ธีระ ศิริสมุด ภญ.คัคนางค์ โตสงวน
ผู้ช่วยนักวิจัย: 
-
ระยะเวลาการวิจัย: 
2 ปี
ปีที่เริ่มการวิจัย: 
2552
แหล่งทุน: 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ติดต่อ: 
kakanang.c@hitap.net
บทคัดย่อ/บทสรุปผู้บริหาร: 

การคัดกรองโรคสมาธิสั้นและความบกพร่องด้านการเรียนในโรงเรียนมีความสำคัญเนื่องจากโรคทั้งสองมีความชุกสูง ส่งผลต่อการเรียนของเด็ก และสามารถก่อให้เกิดปัญหาสังคมในระยะยาว  การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณความชุกของเด็กสมาธิสั้นหรือมีความบกพร่องด้านการเรียน และทบทวนสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินการคัดกรองในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อนำไปสู่การประเมินความเหมาะสมและความคุ้มค่าของการคัดกรองและรักษาปัญหาสุขภาพต่อไปในอนาคต    

 การศึกษานี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลการคัดกรองเด็กสมาธิสั้นหรือมีความบกพร่องด้านการเรียนของโรงเรียนสังกัด สพฐ.  และ 2. การสนทนากลุ่มร่วมกับบุคลากรด้านการศึกษาและกุมารแพทย์

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการคัดกรองเด็กสมาธิสั้นหรือมีความบกพร่องด้านการเรียนด้วยแบบคัดกรอง KUS-SI เพื่อประมาณความชุกของโรคสมาธิสั้น ความบกพร่องด้านการเรียนของทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณ พบว่ามีค่าเฉลี่ยความชุกเท่ากับร้อยละ 4.1, 7.1, 6.8 และ 6.6 ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับประมาณความชุกที่เคยมีรายงานการวิจัยทางระบาดวิทยาของการศึกษาอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาค่าความชุกของแต่ละโรงเรียนพบว่ามีความแตกต่างกันมาก มีโรงเรียนเพียง 1 ใน 3 ของโรงเรียนที่สุ่มมาวิเคราะห์มีความชุกของโรคสมาธิสั้น ความบกพร่องด้านการเรียนของทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาและอุปสรรคของการคัดกรองในปัจจุบัน

การสนทนากลุ่มบุคลากรด้านการศึกษาและกุมารแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือ KUS-SI การนำแบบคัดกรอง KUS-SI ไปใช้มีความหลากหลายในทางปฏิบัติ ทำให้ผลการคัดกรองแตกต่างกันในแต่ละโรงเรียน ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ของครูในการใช้ KUS-SI เป็นต้น นอกจากนี้การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กที่มีผลการคัดกรองผิดปกติยังทำได้ไม่เต็มที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าสู่ระบบการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม
การวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1) ควรพัฒนาระบบการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพกว่าระบบปัจจุบัน ซึ่งยังต้องอาศัยครูประจำ
ชั้นที่บางส่วนยังไม่มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีต่อโรคสมาธิสั้น รวมถึงการประเมินประสิทธิผลและความเหมาะสมของเครื่องมือคัดกรองที่ใช้ในปัจจุบัน  ระบบการคัดกรองใหม่ควรมีประสิทธิภาพและความเหมาะสมต่อบริบทและความต้องการของครูและผู้ปกครอง  และควรมีระบบการเชื่อมต่อประสานงานที่ดีกับสถานพยาบาลที่ต้องให้บริการตรวจยืนยันผลการคัดกรอง รักษา และติดตามผลการรักษา
2) ควรเร่งสร้างความตระหนักให้กับผู้บริหารและสาธารณชนถึงความสำคัญของการคัดกรองเด็กสมาธิสั้นในชั้นประถมศึกษา เพื่อให้ได้รับความร่วมมือที่ดีจากผู้ปกครองในการวินิจฉัย ดูแล และรักษาโรคสมาธิสั้น
3) ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยควรกำหนดกรอบความรับผิดชอบ แนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามสำหรับกุมารแพทย์และกุมารแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนด้านนโยบายและการปฏิบัติ และส่งเสริมให้มีการพัฒนาความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสำหรับประเทศไทย
4) ระบบหลักประกันสุขภาพควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการสร้างแรงจูงใจให้สถานพยาบาลระดับต่างๆ พัฒนาระบบการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการติดตามโรคสมาธิสั้น โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น
ทั้งนี้ควรมีการวิจัยเชิงพัฒนาระบบการคัดกรองและส่งต่อที่มีประสิทธิภาพที่เป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการผลักดันนโยบายข้างต้นให้มีความชัดเจน เป็นระบบ และเหมาะสมกับการปฏิบัติงานจริงของผู้รับผิดชอบทุกฝ่าย

สถานะโครงการ: 
งานวิจัยเสร็จสิ้น
โครงร่างการวิจัย: 
application/pdf icon2010-03-31_proposal-ADHD.pdf — Downloaded 139 times