การประเมินความคุ้มค่าเพื่อการพัฒนาชุดตรวจวัณโรคชนิดไม่ใช่ตัวอย่างเสมหะ
การประเมินความคุ้มค่าเพื่อการพัฒนาชุดตรวจวัณโรคชนิดไม่ใช่ตัวอย่างเสมหะ
เกี่ยวกับโครงการ
วัณโรค เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) วัณโรคเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย อีกทั้งองค์การอนามัยโลกยังจัดให้ประเทศไทยอยู่ในรายชื่อ 30 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง หนึ่งในปัญหาของจัดการการตรวจรักษาโรควัณโรคคือการตรวจที่ไม่แม่นยำเนื่องจากความไว (sensitivity) ในการตรวจวินิจฉัยที่ไม่เพียงพอ และความจำเพาะ (specificity) ของการระเบียบการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น อาทิเช่น การตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทัศน์ (smear sputum microscopy - SSM) และการเอกซเรย์ทรวงอก นอกจากนี้ การเก็บตัวอย่างเสมหะสำหรับการทำการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทัศน์ถือเป็นความท้าทายทั้งในผู้ใหญ่และโดยเฉพาะในเด็ก เนื่องจากเสมหะมักสะสมลึกอยู่ในลำคอทำให้เก็บตัวอย่างเป็นไปอย่างยากลำบาก และเด็กไม่รู้วิธีการขับเสมหะจึงต้องพึ่งวิธีการทางการแพทย์อย่างการวิสัญญีในบางครั้งเพื่อเก็บตัวอย่างเสมหะในเด็ก
ความล่าช้าในการตรวจวินิจฉัยและรักษาวัณโรคเป็นอุปสรรคในความพยายามลดจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรค เพราะฉะนั้นทางคณะนักวิจัยจึงมีจุดประสงค์จะแทนที่การตรวจวินิจฉัยเสมหะด้วยกล้องจุลทัศน์โดยเสนอการตรวจคัดกรองผู้ป่วยวัณโรคโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ตัวอย่างเสมหะซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูงกว่าเดิม เหมาะสำหรับบริบทของประเทศไทยที่มีทรัพยากรด้านสาธารณสุขที่จำกัด
นวัตกรรมของคณะนักวิจัยเจาก MOTIP ป็นเทคนิคสำหรับการเก็บตัวอย่างน้ำลาย เพื่อนำไปใช้กับเทคโนโลยีชุดตรวจชนิด Loop-mediated isothermal amplification (LAMP) ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเคมี และการนำเสนอแถบสีวิธีโครมาโทกราฟีของเชื้อก่อโรค (Lateral flow dipstick – LFD)
การประเมินเทคโนโลยีสุขภาพระยะเบื้องต้นสำหรับการตรวจคัดกรองผู้ป่วยวัณโรคโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ตัวอย่างเสมหะทางเคมีจะช่วยให้ข้อมูลจำเป็นที่มีประโยชน์สำหรับการพัฒนาการตรวจคัดกรองและการรักษาแบบเฝ้าระวังวัณโรค และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขันในตลาด และการนำไปใช้จริงในระบบสาธารณะสุขของประเทศไทย
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Mahidol-Oxford Translational Innovation Partnership
คณะผู้วิจัย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง/
หน่วยงานสนับสนุน