ในงานประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Award Conference: PMAC 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-31 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program Foundation: HITAP) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสุขภาพในระดับนานาชาติครั้งนี้ ผ่านการมีส่วนร่วมในหลายกิจกรรม
รุกแก้วิกฤตน้ำสะอาดในพื้นที่ห่างไกล มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน
วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 นักวิจัยจากฝ่ายประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพเพื่อการผลิตนวัตกรรม (MIDAS) ร่วมกับพันธมิตรภาควิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS) และ Wateraom วิสาหกิจผู้พัฒนานวัตกรรมเครื่องกรองน้ำเพื่อสังคมจากประเทศสิงคโปร์ จัดเวทีเสวนา (side meeting) ในหัวข้อ “Clean Water, Shared Futures: Strengthening Water Security, Sustainability and Equity for Rural Health amid Demographic Change” เพื่อผลักดันความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ห่างไกลและลดความเหลื่อมล้ำทางด้านสุขภาพในพื้นที่ชนบทอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้วยแนวคิดสำคัญที่ว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดในพื้นที่ห่างไกลส่งผลกระทบมากกว่าเพียงสุขอนามัยส่วนบุคคล แต่ยังเพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุข นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำสะอาด ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมอีกด้วย
ในเวทีเสวนาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยและผู้พัฒนานวัตกรรมได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึก และผลการดำเนินงานสำคัญร่วมกันจากโครงการติดตั้งระบบกรองน้ำใน 2 พื้นที่นำร่องทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ โรงเรียนแม่ตื่นวิทยาคม อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่ 87 อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาน้ำที่มีสี กลิ่น และรสชาติไม่พึงประสงค์ รวมถึงปนเปื้อนสารเคมีจากภาคการเกษตรและโลหะหนักมาเป็นเวลายาวนาน อีกทั้งยังประสบความท้าทายทั้งในเรื่องของการดูแลรักษาเครื่องกรองน้ำและการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การแก้ปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ดังกล่าวขาดความยั่งยืน
บรรยากาศการเสวนา โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนชุมชนในพื้นที่ห่างไกลและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ร่วมแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลจากประสบการณ์จริง
การเสวนาประกอบด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคงด้านน้ำในโรงเรียนและสถานพยาบาลชนบท ผ่านการถ่ายทอดสถานการณ์จริงจากประสบการณ์ของตัวแทนชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ตามด้วยการถอดบทเรียนการสร้างความร่วมมือในสปป.ลาว โดยได้รับเกียรติจากคุณ Gracya Rudiman และ Dr. Nirada Vannavong และการวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงด้านน้ำในโรงเรียนชนบทของประเทศไทยโดย ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พานิช ผู้จัดการแผนงานวิจัยและนักวิจัยจากฝ่าย MIDAS ทั้งยังมีการนำเสนอผลการศึกษาความพึงพอใจและผลกระทบของนวัตกรรมเครื่องกรองน้ำในพื้นที่นำร่องของไทยผ่านกิจกรรมสะท้อนภาพถ่ายหรือ Photovoice ก่อนจะปิดท้ายด้วยการนำเสนอโมเดลใหม่ในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้านความมั่นคงด้านน้ำโดย ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นักวิจัยอาวุโสจาก HITAP เพื่อหาคำตอบร่วมกันว่าแนวทางใดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและก้าวต่อไปในการขยายผลโครงการในอนาคต
อีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของงาน คือการนำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรองน้ำที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย Dr. Wu Mengyuan จาก Wateroam พร้อมด้วยการสาธิตวิธีการใช้งานและทดสอบคุณภาพน้ำ จากทีม Wateroam เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนน้ำปนเปื้อนให้เป็นน้ำสะอาด ก่อนจะเข้าสู่การสรุปภาพรวมและวางแนวทางขับเคลื่อนต่อ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ และ Dr. Yik-Ying Teo จาก NUS ร่วมกันกำหนดทิศทางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคต่อไป ผลสรุปจากการระดมสมองของผู้เชี่ยวชาญตลอดทั้งงานเสวนานี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นแผนเชิงนโยบาย (policy roadmap) เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสะอาดที่ยั่งยืน ลดช่องว่างด้านสุขภาพของประชากรในพื้นที่ห่างไกลต่อไป
ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญระดับโลก รับมือวิกฤตเชื้อดื้อยาในสังคมสูงวัยด้วยโครงการ “Global Antibiotic Policy Initiative (GAPi)”
อีกหนึ่งกิจกรรมเด่นของงาน คือการนำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรองน้ำที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย Dr. Wu Mengyuan จาก Wateroam พร้อมด้วยการสาธิตวิธีการใช้งานและทดสอบคุณภาพน้ำ จากทีม Wateroam เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนน้ำปนเปื้อนให้เป็นน้ำสะอาด ก่อนจะเข้าสู่การสรุปภาพรวมและวางแนวทางขับเคลื่อนต่อ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ และ Dr. Yik-Ying Teo จาก NUS ร่วมกันกำหนดทิศทางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคต่อไป ผลสรุปจากการระดมสมองของผู้เชี่ยวชาญตลอดทั้งงานเสวนานี้จะถูกนำไปพัฒนาเป็นแผนเชิงนโยบาย (policy roadmap) เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสะอาดที่ยั่งยืน ลดช่องว่างด้านสุขภาพของประชากรในพื้นที่ห่างไกลต่อไป
ในงานประชุม PMAC ครั้งนี้ โครงการ GAPi ภายใต้การดำเนินงานของ HITAP ได้จัดกิจกรรมเวทีเสวนา (side meeting) ในหัวข้อ “Antimicrobial Resistance (AMR) in an Ageing World: Policy Challenges and Equity Implications” เพื่อชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและวิกฤตเชื้อดื้อยา
Dr. Mike Sharland จาก Antibiotic Policy Group, City St George’s University of London ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Antimicrobial Resistance: The Global Challenge in an Ageing World” โดยเน้นย้ำว่าปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่เพียงวิกฤตทางการแพทย์ แต่เป็นความท้าทายเชิงนโยบายระดับโลกที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อประชากรทั่วโลกมีอายุยืนยาว ซึ่งส่งผลให้ระบบสุขภาพต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
พร้อมกันนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลที่สำคัญจาก Prof. Alex Cook ศาสตราจารย์และรองคณบดีของโรงเรียนสาธารณสุขซอว์สวีฮอก (Saw Swee Hock School of Public Health) Aislinn Cook จาก Antibiotic Policy Group, City St. George’s University of London WHO Collaborating Centre for Antimicrobial Stewardship and Policy ดร.ภญ.นิธิมา สุ่มประดิษฐ์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นักวิจัยอาวุโสจาก HITAP ร่วมด้วย Saudamini Dabak หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศ HITAP และคุณฐิติปัญชยา ปัญญา เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศ ร่วมกันเสวนาและตอบคำถามในประเด็นความสำคัญของวิกฤตเชื้อดื้อยา
ขณะที่ Dr. David Smith จาก French National Institute for Health and Medical Research (INSERM) ได้เผยถึงวิสัยทัศน์ของโครงการ GAPi ว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสร้างแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในการเข้าถึงยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต
การเปิดตัวและกิจกรรมในเวทีระดับโลกครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยและภาคีเครือข่ายในการเป็นผู้นำด้านการวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในประเทศไทยและสหราชอาณาจักร
เปิดตัวรายงาน ‘นโยบายล้างไต’ ในวารสารนานาชาติ พร้อมชูความสำคัญของหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน
ปิดท้ายด้วยก้าวย่างสำคัญระดับสากลของระบบสาธารณสุขไทย กับการเปิดตัวรายงาน Nature Medicine Commission on Access to Dialysis in Low- and Middle-Income Countries (รายงานโครงการภายใต้วารสาร Nature Medicine เรื่องนโยบายการล้างไตในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลกอย่าง Nature Medicine
รายงานฉบับนี้มุ่งถอดบทเรียนการสร้างสมดุลให้นโยบายล้างไตของไทยภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด โดยเฉพาะหลังการปรับนโยบายเมื่อปี 2565 ที่เปิดให้ผู้ป่วยเลือกวิธีรักษาได้เอง จนส่งผลให้สัดส่วนการฟอกเลือด (HD) พุ่งสูงถึง 86% และอาจดึงงบประมาณบัตรทองไปถึง 30% ภายในปี 2576 หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม รายงานฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางรากฐานนโยบายสุขภาพให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ในงานเสวนาเปิดตัวรายงาน คณะทำงานนำโดย นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระดับประเทศ ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า อายุรแพทย์โรคไต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ นักวิจัยอาวุโส HITAP พร้อมด้วย Kinanti Khansa Chavarina นักวิจัย HITAP และ Ben Johnson บรรณาธิการบริหารวารสาร Nature Health ได้ร่วมกันสะท้อนว่า นโยบายนั้นควรปรับเปลี่ยนได้ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่าง ทางเลือกของผู้ป่วย ความเหมาะสมทางการแพทย์ และประเด็นเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย ซึ่งบทเรียนจากไทยในครั้งนี้จะกลายเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศรายได้ปานกลางและต่ำทั่วโลกในการสร้างระบบสาธารณสุขที่เป็นธรรมและยั่งยืน
อ่านรายงาน “Nature Medicine Commission on Access to Dialysis in Low- and Middle-Income Countries” ฉบับเต็มได้ที่: https://www.nature.com/collections/fbijigbccd