ถึงแม้ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศเป็น 11.00–24.00 น. และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 แต่การติดตามผลกระทบจากนโยบายนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายในขั้นต่อไปตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่รอบด้าน
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อนําเสนอผลการศึกษาโครงการ “การสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วันในประเทศไทย” และเตรียมยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในวงอภิปรายมีความเห็นพ้องร่วมกันว่า การประเมินในระยะเวลาเพียง 180 วันที่ผ่านมานั้นยังไม่เพียงพอสําหรับการตัดสินผลของนโยบายในระยะยาว เนื่องจากผลกระทบบางอย่างอาจต้องใช้เวลากว่าจะปรากฏอย่างชัดเจน จึงควรมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 2–3 ปี เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจจากการศึกษาครั้งนี้ คือ แม้จะมีการทดลองใช้นโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00–17.00 น. เป็นระยะเวลา 6 เดือน แต่ผลการศึกษา* ชี้ว่า ประชาชนและผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น โดยมีผู้รับรู้นโยบายนี้น้อยกว่าหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เมื่อการรับรู้ของสังคมยังอยู่ในระดับต่ำ ย่อมไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการบริโภคและการดำเนินธุรกิจส่งผลให้ในระยะนี้ยังไม่พบทั้งผลกระทบเชิงลบทางสุขภาพหรืออุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ผลการประเมินจากการเก็บข้อมูลในระยะสั้นนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันผลกระทบของนโยบายในระยะยาว
*เป็นผลสำรวจหลังจากประกาศทดลองนโยบายฯ 3 เดือน โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม – 8 เมษายน พ.ศ. 2569
ด้วยเหตุนี้ HITAP จึงจัดทำข้อเสนอแนะโดยเห็นว่าควรมีการติดตามและประเมินผลนโยบายอย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะหากสังคมมีการรับรู้เพิ่มมากขึ้น ผลกระทบในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจครัวเรือนอาจมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมเสนอให้มีการพัฒนาระบบติดตามที่มีตัวชี้วัดชัดเจนและมีรอบรายงานที่แน่นอนก่อนจะนำไปตัดสินใจเชิงนโยบายระดับประเทศ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเป็นทางการแล้ว
การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้แทนหน่วยงานหลายภาคส่วน ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมสรรพสามิต สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มูลนิธิเมาไม่ขับ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่ม ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะทั้งหมดจะถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อประกอบการพิจารณาทิศทางนโยบายต่อไป