ข่าวสาร

HITAP ระดมผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เดินหน้าโครงการ STEMSS วางรากฐานความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ของไทย ภายใต้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก

จำนวนเข้าชม

133
แชร์ข่าวสารนี้

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) จัดการประชุมผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้โครงการวิจัย “การวิจัยเพื่อสร้างความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทยภายใต้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก (Strengthening Thailand’s Essential Medicine Supply Security: STEMSS)” ณ โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยโครงการได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) การประชุมนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน ซึ่งมาจากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, กองนโยบายแห่งชาติด้านยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรมแพทย์ทหารบก, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และผู้แทนจากภาคเอกชนและอุตสาหกรรมยา

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารขอบเขตและแผนการดำเนินงานของโครงการให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบตรงกัน พร้อมเปิดรับฟังความเห็นต่อระเบียบวิธีวิจัยก่อนเริ่มดำเนินการจริง เพื่อยืนยันว่าโจทย์วิจัยตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการเชิงนโยบายอย่างแท้จริง

บทเรียนโควิด-19 กับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก

โครงการ STEMSS เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสุขภาพ บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่เคยเกิดการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เครื่องช่วยหายใจ และวัคซีนอย่างหนัก ได้ตอกย้ำความเปราะบางของระบบอุปทานทั่วโลก สอดคล้องกับรายงานปี 2569 ที่พบว่าสหรัฐอเมริกามีรายการยาเฝ้าระวังขาดแคลนสูงถึง 223 รายการ ขณะที่สหภาพยุโรปได้ผลักดันกฎหมาย Critical Medicines Act 2025 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในภูมิภาคและลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียว นอกจากนี้ การแข่งขันกักตุนวัตถุดิบตัวยาสำคัญ (API) วัคซีน และยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ยังส่งผลให้กลุ่มยาพื้นฐานราคาต่ำ กลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงขาดแคลนสูงสุด เนื่องจากมีผู้ผลิตน้อยรายและอัตรากำไรต่ำ

สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันยังไม่พบปัญหายาขาดแคลนในวงกว้าง แต่โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานกลับมีความเสี่ยงสูงอย่างน่ากังวล ข้อมูลพบว่าไทยมีการนำเข้ายามากกว่าการส่งออกถึง 5.7 เท่า ต้องพึ่งพาการนำเข้า API จากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 ขณะที่กำลังการผลิตภายในประเทศลดลงร้อยละ 46.5 ในช่วงปี 2567-2568 เมื่อรวมกับความเสี่ยงเรื่องระยะเวลาขนส่งที่ยืดหยุ่นน้อยลงและความผันผวนของราคาพลังงาน ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและการบริหารจัดการยาในภาพรวม

แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีศูนย์ปฏิบัติการเพื่อบริหารจัดการเมื่อเกิดวิกฤต แต่ประเทศไทยยังขาดกลไกถาวรระดับชาติ และยังไม่มีระบบ Supply Chain Intelligence ที่ครอบคลุมและเปิดให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จึงมีมติมอบหมายให้ สปสช. ประสานงานร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดทำแผนความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานด้านยาและเวชภัณฑ์ โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติภายใน 3 เดือน นำมาสู่การสนับสนุนงบประมาณแก่ HITAP ในการดำเนินโครงการวิจัย STEMSS เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะยกระดับความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน

5 วัตถุประสงค์ สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

โครงการ STEMSS มีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่

  1. พัฒนา Thailand Critical Vulnerability Map เครื่องมือจัดลำดับความเสี่ยงของยา API และเวชภัณฑ์ โดยพิจารณาความจำเป็นทางการแพทย์ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง
  2. พัฒนาระบบ Supply Chain Intelligence ประกอบด้วย dashboard และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) สำหรับติดตามสถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ระดับประเทศ
  3. พัฒนาข้อเสนอด้านการจัดซื้อเพื่อสร้าง Supply Resilience โดยศึกษาทางเลือกของระบบจัดซื้อและกลไกทางการเงิน เช่น การสำรองยา สัญญาระยะยาว การจัดซื้อร่วม และกองทุนหมุนเวียน
  4. ศึกษาความเป็นไปได้ของ ASEAN Health Security Revolving Fund โดยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ด้านการเงิน การบริหารจัดการ และการกำกับดูแล เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ในระดับภูมิภาค
  5. สังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเป็นแผนดำเนินงานระยะสั้น (3–6 เดือน) ระยะกลาง (1–3 ปี) และระยะยาว

ข้อเสนอจากวงประชุม: เติมเต็มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย – แก้โจทย์ข้อมูล

ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญ เช่น

การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต (scoping review): นอกจากการจัดทำรายการยาเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤตต่างๆ แล้วที่ประชุมเสนอให้ถอดบทเรียนการจัดการภาวะวิกฤตที่ผ่านมาของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถจัดการกับวิกฤตที่คล้ายเดิมได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น

ขยายกรอบผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง: ที่ประชุมเสนอให้เพิ่ม “ประชาชน” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องจากความต้องการของผู้ใช้สามารถส่งผลต่อการจัดหาได้  นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานและระบบสุขภาพเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ผลิตวัตถุดิบยา (API และ excipient) ผู้นำเข้ายาชื่อสามัญ (generic drugs) และเภสัชเคมีภัณฑ์ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน กรมการแพทย์ในฐานะผู้กำหนดแนวทางการรักษา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสำนักงานเขตสุขภาพซึ่งมีบทบาทด้านการสำรองและกระจายยา รวมถึงกรมบัญชีกลาง เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมในภาวะวิกฤต

พัฒนาระบบ Dashboard และ Early Warning System ให้ตอบสนองสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น: ที่ประชุมเสนอให้พัฒนาระบบ Dashboard และ Early Warning System โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลจากโรงพยาบาลและผู้จำหน่าย เพื่อช่วยวิเคราะห์ความต้องการ คาดการณ์แนวโน้ม และเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้ระบบมีฟังก์ชันแจ้งเตือนกรณีผู้ผลิตมีแผนยุติการผลิต โดยสามารถศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวันที่กำหนดให้ผู้ผลิตแจ้งล่วงหน้าก่อนหยุดการผลิต เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาเตรียมมาตรการรองรับ สำหรับการพัฒนาระบบ ที่ประชุมให้ความสำคัญกับความครบถ้วน ความทันเวลา และการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้ระบบสามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์ โดยเสนอให้พัฒนากลไกการดึงและเชื่อมโยงข้อมูลแบบอัตโนมัติ ลดขั้นตอนการจัดการข้อมูลด้วยมือ และผลักดันการพัฒนาระบบให้เป็นวาระสำคัญในระดับประเทศ

การวิเคราะห์ระบบจัดซื้อ (Procurement Analysis): ที่ประชุมเสนอให้การศึกษาระบบจัดซื้อคำนึงถึงกระบวนการในทางปฏิบัติ ซึ่งโดยทั่วไปจะพิจารณาคุณสมบัติของยาและเวชภัณฑ์ก่อนประเด็นด้านราคาและเสนอให้ทบทวนแนวทางและระเบียบการจัดซื้อในภาวะฉุกเฉินเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์

 

เปลี่ยนจากตั้งรับ สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

ผลการศึกษาจากโครงการ STEMSS จะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนยาเมื่อเกิดวิกฤต (reactive response) ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (proactive resilience) บนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลผลิตจากโครงการจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา National Medicine Resilience Framework เพื่อใช้เป็นกรอบในการวางนโยบายและมาตรการระยะยาวในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนความพร้อมของระบบสุขภาพไทยในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต