เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) จัดการประชุมผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้โครงการวิจัย “การวิจัยเพื่อสร้างความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ของประเทศไทยภายใต้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก (Strengthening Thailand’s Essential Medicine Supply Security: STEMSS)” ณ โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยโครงการได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) การประชุมนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน ซึ่งมาจากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, กองนโยบายแห่งชาติด้านยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรมแพทย์ทหารบก, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และผู้แทนจากภาคเอกชนและอุตสาหกรรมยา
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารขอบเขตและแผนการดำเนินงานของโครงการให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบตรงกัน พร้อมเปิดรับฟังความเห็นต่อระเบียบวิธีวิจัยก่อนเริ่มดำเนินการจริง เพื่อยืนยันว่าโจทย์วิจัยตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
บทเรียนโควิด-19 กับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก
โครงการ STEMSS เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสุขภาพ บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่เคยเกิดการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เครื่องช่วยหายใจ และวัคซีนอย่างหนัก ได้ตอกย้ำความเปราะบางของระบบอุปทานทั่วโลก สอดคล้องกับรายงานปี 2569 ที่พบว่าสหรัฐอเมริกามีรายการยาเฝ้าระวังขาดแคลนสูงถึง 223 รายการ ขณะที่สหภาพยุโรปได้ผลักดันกฎหมาย Critical Medicines Act 2025 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในภูมิภาคและลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียว นอกจากนี้ การแข่งขันกักตุนวัตถุดิบตัวยาสำคัญ (API) วัคซีน และยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในกลุ่มประเทศรายได้สูง ยังส่งผลให้กลุ่มยาพื้นฐานราคาต่ำ กลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงขาดแคลนสูงสุด เนื่องจากมีผู้ผลิตน้อยรายและอัตรากำไรต่ำ
สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันยังไม่พบปัญหายาขาดแคลนในวงกว้าง แต่โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานกลับมีความเสี่ยงสูงอย่างน่ากังวล ข้อมูลพบว่าไทยมีการนำเข้ายามากกว่าการส่งออกถึง 5.7 เท่า ต้องพึ่งพาการนำเข้า API จากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 90 ขณะที่กำลังการผลิตภายในประเทศลดลงร้อยละ 46.5 ในช่วงปี 2567-2568 เมื่อรวมกับความเสี่ยงเรื่องระยะเวลาขนส่งที่ยืดหยุ่นน้อยลงและความผันผวนของราคาพลังงาน ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและการบริหารจัดการยาในภาพรวม
แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีศูนย์ปฏิบัติการเพื่อบริหารจัดการเมื่อเกิดวิกฤต แต่ประเทศไทยยังขาดกลไกถาวรระดับชาติ และยังไม่มีระบบ Supply Chain Intelligence ที่ครอบคลุมและเปิดให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จึงมีมติมอบหมายให้ สปสช. ประสานงานร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดทำแผนความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานด้านยาและเวชภัณฑ์ โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติภายใน 3 เดือน นำมาสู่การสนับสนุนงบประมาณแก่ HITAP ในการดำเนินโครงการวิจัย STEMSS เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะยกระดับความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน
5 วัตถุประสงค์ สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
โครงการ STEMSS มีวัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่
- พัฒนา Thailand Critical Vulnerability Map เครื่องมือจัดลำดับความเสี่ยงของยา API และเวชภัณฑ์ โดยพิจารณาความจำเป็นทางการแพทย์ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบต่อประชากรกลุ่มเปราะบาง
- พัฒนาระบบ Supply Chain Intelligence ประกอบด้วย dashboard และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) สำหรับติดตามสถานการณ์ยาและเวชภัณฑ์ระดับประเทศ
- พัฒนาข้อเสนอด้านการจัดซื้อเพื่อสร้าง Supply Resilience โดยศึกษาทางเลือกของระบบจัดซื้อและกลไกทางการเงิน เช่น การสำรองยา สัญญาระยะยาว การจัดซื้อร่วม และกองทุนหมุนเวียน
- ศึกษาความเป็นไปได้ของ ASEAN Health Security Revolving Fund โดยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ด้านการเงิน การบริหารจัดการ และการกำกับดูแล เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ในระดับภูมิภาค
- สังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเป็นแผนดำเนินงานระยะสั้น (3–6 เดือน) ระยะกลาง (1–3 ปี) และระยะยาว
ข้อเสนอจากวงประชุม: เติมเต็มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย – แก้โจทย์ข้อมูล
ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญ เช่น
การทบทวนวรรณกรรมแบบกำหนดขอบเขต (scoping review): นอกจากการจัดทำรายการยาเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤตต่างๆ แล้วที่ประชุมเสนอให้ถอดบทเรียนการจัดการภาวะวิกฤตที่ผ่านมาของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถจัดการกับวิกฤตที่คล้ายเดิมได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น
ขยายกรอบผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง: ที่ประชุมเสนอให้เพิ่ม “ประชาชน” เป็นอีกหนึ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องจากความต้องการของผู้ใช้สามารถส่งผลต่อการจัดหาได้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานและระบบสุขภาพเพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ผลิตวัตถุดิบยา (API และ excipient) ผู้นำเข้ายาชื่อสามัญ (generic drugs) และเภสัชเคมีภัณฑ์ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน กรมการแพทย์ในฐานะผู้กำหนดแนวทางการรักษา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสำนักงานเขตสุขภาพซึ่งมีบทบาทด้านการสำรองและกระจายยา รวมถึงกรมบัญชีกลาง เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสมในภาวะวิกฤต
พัฒนาระบบ Dashboard และ Early Warning System ให้ตอบสนองสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น: ที่ประชุมเสนอให้พัฒนาระบบ Dashboard และ Early Warning System โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลจากโรงพยาบาลและผู้จำหน่าย เพื่อช่วยวิเคราะห์ความต้องการ คาดการณ์แนวโน้ม และเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้ระบบมีฟังก์ชันแจ้งเตือนกรณีผู้ผลิตมีแผนยุติการผลิต โดยสามารถศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวันที่กำหนดให้ผู้ผลิตแจ้งล่วงหน้าก่อนหยุดการผลิต เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาเตรียมมาตรการรองรับ สำหรับการพัฒนาระบบ ที่ประชุมให้ความสำคัญกับความครบถ้วน ความทันเวลา และการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้ระบบสามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์ โดยเสนอให้พัฒนากลไกการดึงและเชื่อมโยงข้อมูลแบบอัตโนมัติ ลดขั้นตอนการจัดการข้อมูลด้วยมือ และผลักดันการพัฒนาระบบให้เป็นวาระสำคัญในระดับประเทศ
การวิเคราะห์ระบบจัดซื้อ (Procurement Analysis): ที่ประชุมเสนอให้การศึกษาระบบจัดซื้อคำนึงถึงกระบวนการในทางปฏิบัติ ซึ่งโดยทั่วไปจะพิจารณาคุณสมบัติของยาและเวชภัณฑ์ก่อนประเด็นด้านราคาและเสนอให้ทบทวนแนวทางและระเบียบการจัดซื้อในภาวะฉุกเฉินเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
เปลี่ยนจากตั้งรับ สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
ผลการศึกษาจากโครงการ STEMSS จะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนยาเมื่อเกิดวิกฤต (reactive response) ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (proactive resilience) บนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลผลิตจากโครงการจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา National Medicine Resilience Framework เพื่อใช้เป็นกรอบในการวางนโยบายและมาตรการระยะยาวในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ ตลอดจนความพร้อมของระบบสุขภาพไทยในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต