Policy Brief
Policy Brief ฉบับที่ 232

เข้าถึงยาฉีด ลดวิกฤตจิตเวช: ยาต้านโรคจิตรูปแบบฉีดออกฤทธิ์นานรุ่นที่ 2 กับการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง

จำนวนเข้าชม
30
แชร์ Policy Brief นี้
รายละเอียดเพิ่มเติม
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
PDF
รายละเอียดเพิ่มเติม
  • ผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการขาดยาอาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อความรุนแรงต่อตนเองและผู้อื่นประมาณ 2 เท่า ขณะที่การศึกษาของประเทศไทยในปี 2551 ประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากปัญหาดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 33,800 ล้านบาท (ประมาณร้อยละ 0.4 ของ GDP)
  • ยาต้านโรคจิตรูปแบบฉีดออกฤทธิ์นานรุ่นที่ 2 อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี จ(1) ภายใต้โครงการนำร่องชั่วคราว ซึ่งงบสนับสนุนใกล้สิ้นสุด จึงจำเป็นต้องตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่อง โดยการประเมินผู้ป่วยในรอบ 1 ปี พบว่า Paliperidone มีความคุ้มค่าในราคาปัจจุบัน ส่วน Aripiprazole จะมีความคุ้มค่าเมื่อราคาไม่เกิน 3,164 บาทต่อโดส
  • แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่พิจารณาตลอดช่วงชีวิตของผู้ป่วย พบว่า ยาต้านโรคจิตรูปแบบฉีดออกฤทธิ์นานรุ่นที่ 2 ให้ผลดีกว่าและประหยัดกว่ายาต้านโรคจิตรูปแบบฉีดออกฤทธิ์นานรุ่นที่ 1 โดยเพิ่มปีสุขภาวะ 0.74 ปี และลดต้นทุนสังคมราว 300,000 บาทต่อผู้ป่วย 1 ราย
  • หากบรรจุยาต้านโรคจิตรูปแบบฉีดออกฤทธิ์นานรุ่นที่ 2 ในบัญชียาหลักแห่งชาติ จะใช้งบเพิ่ม 2,194 ล้านบาทใน 5 ปี แต่ช่วยลดต้นทุนด้านสุขภาพและกระบวนการยุติธรรมอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงได้กว่า 1,560 ล้านบาท

PDF